ผู้เขียน หัวข้อ: รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนสุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  (อ่าน 615 ครั้ง)

plus minus reset

winyana

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1

  • Level and Hp Level 1 : Exp 20%
    HP: 0.2%
    • ดูรายละเอียด

ชื่อเรื่อง                   รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน วิชาเซปักตะกร้อ
                            กลุ่มสาระการเรียนสุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3
ผู้รายงาน                  นายวิญญา  นาใจรีบ
ปีที่รายงาน                2554

                                                                             บทคัดย่อ
                       รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  วิชา  เซปักตะกร้อ  กลุ่มสาระการเรียนสุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  คือ  1.  เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด  80/80  2.  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการใช้เอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  3.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  4.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  วิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนสุรนารีวิทยา ๒ อำเภอเมือง  จังหวัดนครราชสีมา  ปีการศึกษา  2553  ที่เรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  จำนวน  35  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ประกอบด้วย  1.  เอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  จำนวน  8  เล่ม  ดังนี้  1)  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกีฬาเซปักตะกร้อ  2)  เรื่อง การบริหารร่างกาย  3)  เรื่อง การเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน  4)  เรื่อง  การเล่นลูกด้วยหลังเท้า  5) เรื่อง  การเล่นลูกด้วยเข่า  6) เรื่อง     การเล่นลูกด้วยศีรษะ  7)  เรื่อง  การเล่นเป็นทีม  8)  เรื่อง  กติกาการแข่งขัน 2.  แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน  8  แผน 3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  จำนวน  30  ข้อ  4.  แบบสอบถามความพึงพอใจ  จำนวน  10  ข้อ
                    ผลการรายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  วิชา  เซปักตะกร้อ  กลุ่มสาระการเรียนสุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  สรุปผลได้  ดังนี้
                    1.  การศึกษาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา 
พ 33101  จำนวน  8  เล่ม  มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด  ผู้รายงานได้นำเอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  ไปใช้กับนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ปีการศึกษา  2553   ที่เรียนวิชา  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  จำนวน  35  คน  แล้วนำคะแนนมาคำนวณหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  จำนวน  8  เล่ม  พบว่า  เอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ  86.35/85.21  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  และมีประสิทธิภาพรายเล่ม  ดังนี้  เล่มที่  1  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกีฬาเซปักตะกร้อ  เล่มที่   2  เรื่อง การบริหารร่างกาย   เล่มที่  3  เรื่อง การเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านใน  เล่มที่  4  เรื่อง  การเล่นลูกด้วยหลังเท้า  เล่มที่  5  เรื่อง  การเล่นลูกด้วยเข่า  เล่มที่ 6  เรื่อง การเล่นลูกด้วยศีรษะ  เล่มที่ 7  เรื่อง  การเล่นเป็นทีม  เล่มที่ 8  เรื่อง กติกาการแข่งขัน  มีเกณฑ์ประสิทธิภาพ  85.25/81.42 ,  84.45/84.28 , 86.40/85.14 ,86.85/85.42 ,87.42/87.14 , 87.08/85.71 , 87.42/86.85  และ  88.45/86.28  ตามลำดับ
                    2.  การศึกษาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการเรียน  วิชาเซปักตะกร้อ พบว่ามีประสิทธิผลช่วยให้ผู้เรียนเกิดเรียนรู้ได้จริง  มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ  0.8083  แสดงว่าเอกสารประกอบการเรียน  วิชาเซปักตะกร้อ  ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้  ร้อยละ  80.83
                    3.  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  พบว่า  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01
                    4.  การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่นักเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน  รายวิชาเซปักตะกร้อ  รหัสวิชา  พ 33101  พบว่า  โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ใน  ระดับ   มากที่สุด  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.64  คิดเป็น  ร้อยละ  92.80  มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ  0.47