กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
เรื่องที่ศึกษา   รายงานผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ                               ชุด “Let’s go to ASEAN”                                                                กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)                                 ชั้นประถมศึกษาปีที่  6
ผู้รายงาน      นางสาวภาวินี  ภูผา
ปีที่ศึกษา      พ.ศ. 2555
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)                                 ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่มีประสิทธิภาพ 80/80  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ               ความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษา  คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  โรงเรียนหัวซาวิทยา อำเภอศรีมหาโพธิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี  เขต 1 ภาคเรียนที่  2 ปีการศึกษา 2555 จำนวน  13  คนซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)                                 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้    คือ 1)  แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)                                 ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่  6   เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก จำนวน  40  ข้อ  และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย ( ),  ร้อยละ, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติการทดสอบค่าทีกรณีกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test for Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า                              1.  แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระ               การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  90.63/91.92   
2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)                                 ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01         3.  ความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ชุด “Let’s go to ASEAN” กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01




2
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ รหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ  เชิงสร้างสรรค์กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 
ชื่อผู้วิจัย   นางกานต์สิริ   คำธิตา
ปีืั้วิจัย   2556
          บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ รหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80   2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ใช้แบบฝึกทักษะ รหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะรหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์   กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ประชากร คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนอนุบาลลำพูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 จำนวน 5 ห้องเรียน รวม 199 คน กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนอนุบาลลำพูน จำนวน 41 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster or Area Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะจำนวน 9 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เป็นปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ใน  การวิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ()ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-test Dependent
                ผลการวิจัยพบว่า
        1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ รหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือ 85.83/84.77
        2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ใช้แบบฝึกทักษะ รหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5
        3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะ รหัส ง 16101 วิชางานประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.78)


3
ชื่อเรื่อง     รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา     นางอารุณ    พุทธิมา
พ.ศ.       2557

        บทคัดย่อ
        ผลการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  หน่วยการเรียนรู้มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤิทธิ์ททางการเรียนก่องเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1/1 โรงเรียนวัดสันกลางเหนือ ภานเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 21 คน จำแนกเป็นนักเรียนชาย จำนวน 8 คน และนักเรียนหญิง จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบฝึกทักษะจำนวน 8 เล่ม แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 24 แผนฯ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ จำแนกเป็น แบบปรนัยชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ แบบอ่านคำ 5 ข้อ และแบบเขียนตามคำบอก 5 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช่สถิติ t-test ในการทดสอบสมติฐาน
         ผลการวิจัยพบว่า
         1. แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนนรู้ภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ มาตราตัวสะกด ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.83/85.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
         2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ หน่วยการเรียนรู้ มาตราตัวสะกดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
       
4
ชื่อเรื่อง  :   ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT  เรื่อง การคูณ  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 
ผู้ศึกษา  :    วันชัย  ชื่นตา
สังกัด     :  โรงเรียนอนุบาลดอยหลวง  อำเภอดอยหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3     
ปีการศึกษา  :  2556

                  การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT  เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลดอยหลวง ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 14 ชุด แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การคูณจำนวน 28 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 ข้อ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลดอยหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 จำนวน 14 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 

         ผลการศึกษาพบว่า
   1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 14 ชุด ที่สร้างขึ้น โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.81/85.00 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 600.64 คิดเป็นร้อยละ 85.81 และค่าเฉลี่ยของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.50 คิดเป็นร้อยละ 85.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 14.29 คิดเป็นร้อยละ 47.62 และคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 25.50 คิดเป็นร้อยละ 85.00
   3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรม   การเรียนรู้แบบ 4 MAT เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่าโดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
5
ชื่อเรื่อง      แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูปสำหรับ         นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ศึกษา   นางสุวรินทร์   กุนากา
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านเชียงดาว อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่
      สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่  เขต 3
ปีการศึกษา     2555
บทคัดย่อ
   การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์(1)เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน  ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2เสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2และ(3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษารวบรวมข้อมูล  ได้แก่แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 จำนวน4 เล่มแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน 30 ข้อและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป  จำนวน 8 ข้อ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการศึกษา
   ผู้ศึกษาได้เสนอผลการศึกษา เป็น 3 ประเด็น ดังนี้
   1. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2พบว่าจากการทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 โรงเรียนบ้านเชียงดาว  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 25 คนในภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2555มีประสิทธิภาพE1/E2 เท่ากับ83.98/82.96 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่1 ที่กำหนดไว้
   2.  ผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า คะแนนหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 18.73 สูงกว่าคมก่อนใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ซึ่งผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่2 ที่กำหนดไว้
   3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยการอ่านการเขียนสระเปลี่ยนรูป  สระลดรูป สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ย(X) เท่ากับ2.53 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
6
ชื่อรายงาน   :   การศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   เรื่อง People of the World     
              สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4
ชื่อผู้ศึกษา   :   นางปราณี   เหล็มหมาด
ปีที่ศึกษา   :   ปีการศึกษา  2557

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)  เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ  เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  3)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ  เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตะโหมด  อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 42 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตะโหมด  อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 35 คน ได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ  เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้น   มีประสิทธิภาพ  83.39/81.56  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   เรื่อง People of the World สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01
   3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ   เรื่อง People of the World  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่ในระดับมากที่สุด
8
การศึกษาค้นคว้า   การพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นางสายทอง  เชื้อพงษ์
ปีที่ศึกษา         ปีการศึกษา 2556

บทคัดย่อ

     การพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์การศึกษาค้นคว้า ดังต่อไปนี้ 1)เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 2)เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการสอน ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80, 3)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการทดสอบก่อน และหลังเรียนของการเรียนรู้โดยการใช้ชุดการสอน ที่สร้างขึ้น โดยการใช้ t-test และศึกษาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยการใช้ชุดการสอน,4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนและครู ที่มีต่อการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน และศึกษาผลการประเมินคุณภาพชุดการสอน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน โรงเรียนบ้านโนนจิก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวนนักเรียน 11 คน โดยการใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบแผนการศึกษาค้นคว้าแบบกลุ่มเดียว การทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยชุดการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้,แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .20-.73 ค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) ซึ่งค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ.99,แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนและครู, แบบประเมินคุณภาพ ชุดการสอน ระยะเวลาที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้าในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ผู้ศึกษาเริ่มทดลองใช้ชุดการสอน ตั้งแต่ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ถึง วันที่ 30 เดือน กรกฎาคม  พ.ศ.2556 จนครบทั้ง 9 ชุด และทำการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Sample) และศึกษาความก้าวหน้า การเรียนรู้ด้วยดัชนีประสิทธิผล
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

     1)ผลศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียน ครูและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องการให้มีการพัฒนา ที่ประกอบด้วยกิจกรรม การเรียนรู้ ที่นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม และต้องการกิจกรรมที่นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้,2)ผลการหาประสิทธิภาพชุดการสอนที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 พบว่า ผลวิเคราะห์การประเมินประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.47 / 89.70 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และการวิเคราะห์ด้านกระบวนการเรียนรู้ ภาพรวมการวิเคราะห์ ระดับการปฏิบัติงานคุณภาพอยู่ใน ระดับดีมาก,3)ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการทดสอบก่อนและหลังเรียนของการเรียนรู้ โดยการใช้ชุดการสอนที่สร้างขึ้น โดยการใช้ t-test และศึกษาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยการใช้ชุดการสอน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการทดสอบก่อน-หลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่กำหนดไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผล นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ83.88 ,4)ผลการศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนและครู ที่มีต่อการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน และศึกษาผลการประเมินคุณภาพชุดการสอน พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน ในภาพรวม ระดับมากที่สุด ความพึงพอใจของครู พบว่า ความพึงพอใจของครูทุกด้าน ระดับมากที่สุด การประเมินคุณภาพการใช้ชุดการสอนมีคุณภาพ ระดับพอใจมาก
         ผลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผลการใช้ระดับพอใจมาก ชุดการสอนที่สร้างขึ้นเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ และสมมติฐานที่ตั้งไว้ นักเรียนที่เรียนรู้จากชุดการสอน เกิดทักษะ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถประยุกต์การเรียนรู้สู่การปฏิบัติ และนำประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


9
 ชื่อเรื่อง          การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียน                          ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร)
ผู้วิจัย             นางบุญสม  ท้าวทอง
ปีที่ทำวิจัย       2556

บทคัดย่อ

                   การพัฒนารูปแบบการจัดเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
เทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร)มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการหา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและ
อนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด   
(กวีธรรมสาร)2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการ
ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา           
ปีที่ 5โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด  (กวีธรรมสาร)ทีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  3) เพื่อศึกษา
[font=]ดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบ[/font]การจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ
เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล
วัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร)4) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและ
หลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริม
และอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด                                 
(กวีธรรมสาร)และ5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล                     
วัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) ที่สอนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญา
ท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  นักเรียนชั้นประถมศึกษา
[font=]ปีที่ [/font][font=]5 [/font]โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2556 [font=]ใช้การสุ่ม[/font]
[font=]ตัวอย่าง[/font][font=]แบบง่าย ([/font]Simple random sampling[font=])[/font][font=] จำนวน  [/font]1  ห้องเรียน นักเรียน  40  คน  เครื่องมือที่ใช้
[font=]ในการวิจัย  [/font]คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม คู่มือการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน 
[font=]แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัด[/font] ความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-test (t-Dependent) และการวิเคราะห์
เนื้อหา (Content  Analysis)

สรุปผลการวิจัย
[font=] [/font]
[font=] [/font]             1. จากการสอบถามครูถึงการดำเนินงานส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทยบูรณาการ             
ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) พบว่า  ครูไม่มี     
[font=]ให้บริการด้านความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่นกับนักเรียน  [/font]และจากผลการศึกษาสภาพ            การดำเนินงานส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือของนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ผู้ศึกษาวิจัยในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและครูผู้รับผิดชอบในงานส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่นภาคเหนือของโรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) จึงพัฒนารูปแบบการการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทย
บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) โดยใช้ชุดการสอนจำนวน  7  เล่ม 
[font=]ดังนี้ [/font][font=]  [/font]1) เรื่องภาษาไทย  ภาษาถิ่นเหนือ  2) เรื่อง คำคล้องจอง 3) เรื่อง กาพย์ยานี 11 4) เรื่อง กลอนเฉลิม-พระเกียรติ 5) เรื่อง ผญา ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ 6) เรื่องนิทานพื้นบ้านภาคเหนือ 
7) เรื่องการจับใจความแยกข้อเท็จจริงและ ข้อคิดเห็น
               2. จากการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) อำเภอ เมืองอุตรดิตถ์  จังหวัดอุตรดิตถ์  โดยใช้ชุดการสอน  จำนวน  7  เล่ม
                    2.1[font=]   [/font][font=] [/font]ประสิทธิภาพของชุดการสอน  เรื่อง  ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพ  82.62/83.50 สูงกว่าเกณฑ์  80/80 
                   2.2 ดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน  เรื่อง ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีค่าเท่ากับ  0.72  หมายความว่า  ผู้เรียน  มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  72
[font=]            [/font]       2.3 [font=]นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดการสอน  [/font]   เรื่อง ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ  เมื่อนักเรียนได้รับการเรียนรู้จากชุดการสอน  เรื่อง  ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
[font=]ก่อน[/font][font=]เรียน[/font] 
[font=]                [/font] 2.4 [font=]นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้[/font]การพัฒนารูปแบบการจัด    การเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด  ค่าเฉลี่ย  4.43 
10
 ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5[font=]E) [/font]
ร่วมกับเทคนิคเกม เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา           นางวรัญญา  มีรอด 
ที่ทำงาน          โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
ปีที่ศึกษา         2556
                   
บทคัดย่อ
          การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม
[font=]สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font][font=]6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ [/font]80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ 0.5[font=]ขึ้นไป [/font][font=]2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์[/font][font=]เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ [/font][font=]6 ก่อนเรียนและหลังเรียน [/font]3) เพื่อศึกษา
[font=]ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font][font=]6 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ [/font][font=]เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font][font=]6 ห้อง 1[/font][font=]โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) จำนวน [/font][font=]37 คน ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ [/font]1 ปีการศึกษา 2556
[font=]          [/font][font=]เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะ      [/font][font=]หาความรู้ (5[/font][font=]E) ร่วมกับเทคนิคเกม เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font]6 จำนวน 7ชุดแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [font=]6[/font]จำนวน 9 แผน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ [font=]6[/font] แบบปรนัย เลือกตอบ [font=]4 ตัวเลือก จำนวน [/font]30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [font=]6 ที่มีต่อ[/font]การเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า
[font=]([/font][font=]Rating  [/font]scale)[font=] 5 ระดับ จำนวน [/font][font=]20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูล[/font]โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
[font=]และการทดสอบค่าที [/font](t-test)   
 
สรุปผลการศึกษา
            [font=]1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง[/font][font=]ชีวิตและสิ่งแวดล้อม [/font][font=]สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา[/font]ปีที่ 6
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.99/84.37 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.63 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
[font=]            [/font]2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน พบว่า
[font=]มีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเท่ากับ [/font][font=]14.41 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนน[/font]
[font=]เท่ากับ [/font][font=]23.[/font][font=]27 และผลการเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่าที[/font] (t-test) เท่ากับ 23.35 แสดงว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
[font=]            [/font]3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการใช้
[font=]ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง[/font][font=]ชีวิตและสิ่งแวดล้อม [/font][font=]พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้          [/font]โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในระดับความพึงพอใจมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.49
หน้า: [1] 2 3 ... 10