กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
2
การศึกษาค้นคว้า   การพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
ผู้ศึกษาค้นคว้า   นางสายทอง  เชื้อพงษ์
ปีที่ศึกษา         ปีการศึกษา 2556

บทคัดย่อ

     การพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านโนนจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์การศึกษาค้นคว้า ดังต่อไปนี้ 1)เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 2)เพื่อหาประสิทธิภาพชุดการสอน ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80, 3)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการทดสอบก่อน และหลังเรียนของการเรียนรู้โดยการใช้ชุดการสอน ที่สร้างขึ้น โดยการใช้ t-test และศึกษาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยการใช้ชุดการสอน,4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนและครู ที่มีต่อการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน และศึกษาผลการประเมินคุณภาพชุดการสอน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน โรงเรียนบ้านโนนจิก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวนนักเรียน 11 คน โดยการใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบแผนการศึกษาค้นคว้าแบบกลุ่มเดียว การทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน One-Group Pretest-Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยชุดการสอนและแผนการจัดการเรียนรู้,แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .20-.73 ค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR-20 คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder Richardson) ซึ่งค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ.99,แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนและครู, แบบประเมินคุณภาพ ชุดการสอน ระยะเวลาที่ใช้ ในการศึกษาค้นคว้าในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ผู้ศึกษาเริ่มทดลองใช้ชุดการสอน ตั้งแต่ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ถึง วันที่ 30 เดือน กรกฎาคม  พ.ศ.2556 จนครบทั้ง 9 ชุด และทำการทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ t-test (Dependent Sample) และศึกษาความก้าวหน้า การเรียนรู้ด้วยดัชนีประสิทธิผล
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า

     1)ผลศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า นักเรียน ครูและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องการให้มีการพัฒนา ที่ประกอบด้วยกิจกรรม การเรียนรู้ ที่นักเรียนสามารถศึกษาด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม และต้องการกิจกรรมที่นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้,2)ผลการหาประสิทธิภาพชุดการสอนที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 พบว่า ผลวิเคราะห์การประเมินประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.47 / 89.70 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และการวิเคราะห์ด้านกระบวนการเรียนรู้ ภาพรวมการวิเคราะห์ ระดับการปฏิบัติงานคุณภาพอยู่ใน ระดับดีมาก,3)ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการทดสอบก่อนและหลังเรียนของการเรียนรู้ โดยการใช้ชุดการสอนที่สร้างขึ้น โดยการใช้ t-test และศึกษาดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยการใช้ชุดการสอน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการทดสอบก่อน-หลังเรียน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่กำหนดไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผล นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ83.88 ,4)ผลการศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนและครู ที่มีต่อการพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน และศึกษาผลการประเมินคุณภาพชุดการสอน พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน ในภาพรวม ระดับมากที่สุด ความพึงพอใจของครู พบว่า ความพึงพอใจของครูทุกด้าน ระดับมากที่สุด การประเมินคุณภาพการใช้ชุดการสอนมีคุณภาพ ระดับพอใจมาก
         ผลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาและผลการใช้ชุดการสอน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ผลการใช้ระดับพอใจมาก ชุดการสอนที่สร้างขึ้นเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ และสมมติฐานที่ตั้งไว้ นักเรียนที่เรียนรู้จากชุดการสอน เกิดทักษะ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถประยุกต์การเรียนรู้สู่การปฏิบัติ และนำประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


3
 ชื่อเรื่อง          การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียน                          ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร)
ผู้วิจัย             นางบุญสม  ท้าวทอง
ปีที่ทำวิจัย       2556

บทคัดย่อ

                   การพัฒนารูปแบบการจัดเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
เทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร)มีวัตถุประสงค์1)เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการหา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและ
อนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด   
(กวีธรรมสาร)2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการ
ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา           
ปีที่ 5โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด  (กวีธรรมสาร)ทีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  3) เพื่อศึกษา
[font=]ดัชนีประสิทธิผลของรูปแบบ[/font]การจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ
เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล
วัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร)4) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและ
หลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริม
และอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด                                 
(กวีธรรมสาร)และ5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล                     
วัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) ที่สอนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญา
ท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  นักเรียนชั้นประถมศึกษา
[font=]ปีที่ [/font][font=]5 [/font]โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2556 [font=]ใช้การสุ่ม[/font]
[font=]ตัวอย่าง[/font][font=]แบบง่าย ([/font]Simple random sampling[font=])[/font][font=] จำนวน  [/font]1  ห้องเรียน นักเรียน  40  คน  เครื่องมือที่ใช้
[font=]ในการวิจัย  [/font]คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม คู่มือการใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน 
[font=]แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบวัด[/font] ความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-test (t-Dependent) และการวิเคราะห์
เนื้อหา (Content  Analysis)

สรุปผลการวิจัย
[font=] [/font]
[font=] [/font]             1. จากการสอบถามครูถึงการดำเนินงานส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทยบูรณาการ             
ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) พบว่า  ครูไม่มี     
[font=]ให้บริการด้านความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่นกับนักเรียน  [/font]และจากผลการศึกษาสภาพ            การดำเนินงานส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือของนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) ผู้ศึกษาวิจัยในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและครูผู้รับผิดชอบในงานส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่นภาคเหนือของโรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) จึงพัฒนารูปแบบการการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทย
บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) โดยใช้ชุดการสอนจำนวน  7  เล่ม 
[font=]ดังนี้ [/font][font=]  [/font]1) เรื่องภาษาไทย  ภาษาถิ่นเหนือ  2) เรื่อง คำคล้องจอง 3) เรื่อง กาพย์ยานี 11 4) เรื่อง กลอนเฉลิม-พระเกียรติ 5) เรื่อง ผญา ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ 6) เรื่องนิทานพื้นบ้านภาคเหนือ 
7) เรื่องการจับใจความแยกข้อเท็จจริงและ ข้อคิดเห็น
               2. จากการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) อำเภอ เมืองอุตรดิตถ์  จังหวัดอุตรดิตถ์  โดยใช้ชุดการสอน  จำนวน  7  เล่ม
                    2.1[font=]   [/font][font=] [/font]ประสิทธิภาพของชุดการสอน  เรื่อง  ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพ  82.62/83.50 สูงกว่าเกณฑ์  80/80 
                   2.2 ดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน  เรื่อง ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีค่าเท่ากับ  0.72  หมายความว่า  ผู้เรียน  มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  72
[font=]            [/font]       2.3 [font=]นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดการสอน  [/font]   เรื่อง ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5   แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ  เมื่อนักเรียนได้รับการเรียนรู้จากชุดการสอน  เรื่อง  ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
[font=]ก่อน[/font][font=]เรียน[/font] 
[font=]                [/font] 2.4 [font=]นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้[/font]การพัฒนารูปแบบการจัด    การเรียนรู้โดยใช้ภาษาไทยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด  ค่าเฉลี่ย  4.43 
4
 ชื่อเรื่อง           รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5[font=]E) [/font]
ร่วมกับเทคนิคเกม เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา           นางวรัญญา  มีรอด 
ที่ทำงาน          โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด (กวีธรรมสาร) อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
ปีที่ศึกษา         2556
                   
บทคัดย่อ
          การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม
[font=]สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font][font=]6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ [/font]80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลตั้งแต่ 0.5[font=]ขึ้นไป [/font][font=]2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์[/font][font=]เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ [/font][font=]6 ก่อนเรียนและหลังเรียน [/font]3) เพื่อศึกษา
[font=]ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font][font=]6 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ [/font][font=]เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font][font=]6 ห้อง 1[/font][font=]โรงเรียนเทศบาลวัดท้ายตลาด(กวีธรรมสาร) จำนวน [/font][font=]37 คน ที่กำลังเรียนภาคเรียนที่ [/font]1 ปีการศึกษา 2556
[font=]          [/font][font=]เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะ      [/font][font=]หาความรู้ (5[/font][font=]E) ร่วมกับเทคนิคเกม เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [/font]6 จำนวน 7ชุดแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [font=]6[/font]จำนวน 9 แผน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ [font=]6[/font] แบบปรนัย เลือกตอบ [font=]4 ตัวเลือก จำนวน [/font]30 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ [font=]6 ที่มีต่อ[/font]การเรียนรู้โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่องชีวิตและสิ่งแวดล้อม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า
[font=]([/font][font=]Rating  [/font]scale)[font=] 5 ระดับ จำนวน [/font][font=]20 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูล[/font]โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
[font=]และการทดสอบค่าที [/font](t-test)   
 
สรุปผลการศึกษา
            [font=]1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง[/font][font=]ชีวิตและสิ่งแวดล้อม [/font][font=]สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา[/font]ปีที่ 6
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.99/84.37 และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.63 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
[font=]            [/font]2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน พบว่า
[font=]มีค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนเท่ากับ [/font][font=]14.41 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนน[/font]
[font=]เท่ากับ [/font][font=]23.[/font][font=]27 และผลการเปรียบเทียบความแตกต่างกันระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่าที[/font] (t-test) เท่ากับ 23.35 แสดงว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
[font=]            [/font]3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการใช้
[font=]ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง[/font][font=]ชีวิตและสิ่งแวดล้อม [/font][font=]พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้          [/font]โดยการใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในระดับความพึงพอใจมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.66 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.49
5
 ชื่อเรื่อง                    รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD
 
ผู้รายงาน         นางเบญจนา   เสนไสย
 
ปีที่ทำการศึกษา  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2556

บทคัดย่อ
   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/10 โรงเรียนประทาย  อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา  ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2556 จำนวน 41  คน ซึ่งไดมาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random  Sampling) การจัดห้องเรียนเป็นแบบคละกัน  เก่ง  ปานกลาง  อ่อน   เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบฝึกทักษะภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD  จำนวน 7 ชุด  รวม 16 ชั่วโมง  แบบทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ[font=]  [/font]มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง  .20 ถึง 0.94 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.75  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แยกเป็นรายแบบฝึก  จำนวนแบบฝึกละ  10 ข้อ  และแบบสอบถามความคิดเห็นจำนวน  20 ข้อ สถิติที่ใช้คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าดรรชนีประสิทธิผล  และค่า t–test
          ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า แบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  มีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (E1/E289.87 / 89.51) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80 ที่ตั้งไว้  และเมื่อพิจารณาโดยแยกเป็นรายแบบฝึก  พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะมีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้  E1/E2 = 80/80 ทุกชุด   [font=]ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วย[/font]แบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD[font=] คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ[/font][font=] .01  [/font]โดยมีค่า t เท่ากับ 34.99 และเมื่อแยกเป็นรายแบบฝึก  พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  ทุกชุด  และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD โดยภาพรวมความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก              (                     = 4.31)
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ทำให้ได้แบบฝึกทักษะภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 โดยจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ  เทคนิค STAD  ที่มีประสิทธิภาพ  สามารถนำไปใช้พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น  นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข  ในการเรียนรู้และการทำกิจกรรม   มีความกระตือรือร้นที่จะเรียน  เป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้ในเนื้อหาวิชาอื่น ๆ ได้ต่อไป
6
ชื่อเรื่อง    การพัฒนาการจัดการแบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน
      เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
           โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ
ผู้วิจัย      นายสมชัย  วาจาน้อย
หน่วยงาน   โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง  อำเภอหนองบัวแดง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
      ประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1
ปีที่วิจัย   ปีการศึกษา   2555


บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดงจังหวัดชัยภูมิ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  (2)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดงจังหวัดชัยภูมิ ก่อนเรียนและหลังเรียน  (3)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดงจังหวัดชัยภูมิ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 19 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  (1) แผนการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานเรื่อง การคูณ จำนวน 11 แผน ใช้เวลาสอน 17 ชั่วโมง  (2) แบบฝึกทักษะ เรื่องการคูณ จำนวน 17 ชุด  (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ แบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ  (4) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เรื่องการคูณ แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤติ(t-test)


      ผลการวิจัย พบว่า
      1.  แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดงจังหวัดชัยภูมิ มีประสิทธิภาพ E1/E2เท่ากับ 92.77/88.68 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80
      2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน เรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกุดชุมแสง อำเภอหนองบัวแดงจังหวัดชัยภูมิมีค่าเท่ากับ 4.32 ซึ่งอยู่ในระดับมาก แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก
7
 ชื่อเรื่อง        รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
                 สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้ศึกษา        นายประมวล  สุขสำราญ      ตำแหน่ง    ครู    วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านไม้แดง  อำเภอกระสัง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
                 บุรีรัมย์  เขต 2
ปีที่พิมพ์         พ.ศ. 2557
           รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามเกณฑ์ 60 (3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 7 ชุด คือ 1) Parts of the body 2) At school  3) My family 4) At the zoo 5) Our food  6) The weather  7) Daily routine  ระยะเวลา 18 ชั่วโมง  กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนโรงเรียนบ้านไม้แดง อำเภอกระสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ปีการศึกษา 2556 จำนวน 27 คน ที่สุ่มแบบอย่างง่าย  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล การทดสอบ t-test  ค่าเฉลี่ย  และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ผลการศึกษาปรากฏดังนี้
        1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพเฉลี่ยรวมเท่ากับ 83.19/82.87 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80         2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิผลรวมเฉลี่ยเท่ากับ 68.16 สูงกว่าเกณฑ์ 60  แสดงว่า นักเรียนมีการความก้าวหน้าในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น อยู่ในระดับดีมาก
        3. นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
        4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 
 
8
 ชื่อเรื่อง[/b]   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน สาระดนตรี  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
                  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้ศึกษา    [/b]นายพิคเนตร  นัดกล้า   ตำแหน่ง   ครู   วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ 
สถานศึกษา  [/b]โรงเรียนบ้านไม้แดง  อำเภอกระสัง  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
   บุรีรัมย์ เขต 2[/font]    การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาดัชนีประสิทธิผลตามเกณฑ์ 65  เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน  และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน สาระดนตรี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านไม้แดง อำเภอกระสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2  ปีการศึกษา 2556 จำนวน 27 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 9 เล่ม แบบฝึกหัด 18 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 9 ฉบับ รวม 90 ข้อ  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระดนตรี จำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ และแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 แผน  สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล  และค่า  t-test  ผลการศึกษาพบว่า           1. เอกสารประกอบการเรียน สาระดนตรี มีประสิทธิภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 85.02/84.62  สูงกว่าเกณฑ์ 80/80            2. เอกสารประกอบการเรียน สาระดนตรี  มีประสิทธิผลรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับดี คือ มีค่าเท่ากับ 69.92 สูงกว่าเกณฑ์ 65 แสดงว่า มีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 69.92           3. นักเรียนมีคะแนนหลังเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน สาระดนตรี รวมเฉลี่ยและทั้ง 9 เล่ม สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01          4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเอกสารประกอบการเรียน สาระดนตรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด  รายข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ เนื้อหาการเรียนรู้ที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนมีประโยชน์และน่าสนใจรองลงมา คือ นักเรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาสาระดนตรีจากเอกสารประกอบการเรียนในแต่ละเรื่องดียิ่งขึ้นตามลำดับ
 
9
ชื่อเรื่อง     การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือ แบบ SOPA Model เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ชื่อผู้วิจัย    นายมานะ เจริญเปลี่ยน
ตำแหน่ง    ผู้อำนวยการสถานศึกษา
ปี พ.ศ.      2557
บทคัดย่อ
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน และความต้องการจำเป็นในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือแบบ SOPA Model เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์  2)เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือแบบ SOPA Model เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์  3) เพื่อทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือแบบ SOPA Model เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4)เพื่อประเมินและปรับปรุง การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือแบบ SOPA Model  เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์  ใช้ระเบียบการวิจัยและพัฒนา ประชากรได้แก่ ครู โรงเรียนเทศบาล 3 วัดอัมพวันเจติยาราม จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบสอบถามและการจัดกลุ่มสนทนา สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า
     1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน และความต้องการจำเป็นในการพัฒนากลยุทธ์ การบริหารงานลูกเสือ  แบบ SOPA Model เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์  พบว่า ครูมีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับการกำหนดแผนการฝึกอบรมลูกเสือระยะสั้น ระยะยาวตามหลักสูตร  การให้ผู้กำกับลูกเสือได้มีโอกาสพัฒนาความรู้ทักษะ ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมลูกเสือ และการจัดกิจกรรมลูกเสือที่สอดคล้องกับการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อยู่ในระดับมาก
     2. การพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือ  มีชื่อว่า SOPA Model ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) S : Staffing   2) O : Organizing   3) P :  Planning 4) A :  Action
     3. ผลการทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือแบบ SOPA Model เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะ     อันพึงประสงค์  พบว่าหลังการใช้กลยุทธ์สูงกว่าก่อนการใช้กลยุทธ์  และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
     4. ผลการประเมินความพึงพอใจของครู ที่มีต่อการพัฒนากลยุทธ์การบริหารงานลูกเสือแบบ SOPA Model พบว่า ในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

10
ชื่อเรื่อง    การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน แบบ STAR DO modelเพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ
ชื่อผู้วิจัย    นายมานะ เจริญเปลี่ยน
ตำแหน่ง    ผู้อำนวยการสถานศึกษา
ปี พ.ศ.     2557
บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในแบบ STAR DO Model เพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ  2) เพื่อการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน แบบ STAR DO Model เพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ 3) เพื่อทดลองใช้การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน แบบ STAR DO Model เพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ 4)เพื่อประเมินผลและปรับปรุงการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน แบบ STAR DO Model เพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ประชากรได้แก่ ครูโรงเรียนเทศบาล 3 วัดอัมพวันเจติยาราม จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบสอบถาม คู่มือการนิเทศภายใน การจัดสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน    การทดสอบค่าที และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า
   1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน และความต้องการจำเป็นของครู  พบว่า ครูมีความต้องการใช้แผนการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน และครอบคลุมภารกิจต่างๆของโรงเรียนอยู่ในระดับมาก
   2.การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายใน มีชื่อว่า STAR DO model ประกอบด้วย 1) S: Strategic Planning   2) T ; Tools and Media   3) A ; Appraising   4) R : Reinforcing 5) D : Developmental Supervision   6) O : Organizing
  3.ผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศภายใน แบบ STAR DO Model เพื่อส่งเสริมการบริหารงานวิชาการ พบว่าในภาพรวมหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   4.ผลการประเมินความพึงพอใจของครูที่มีต่อการพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในแบบ STAR DO model พบว่าในภาพรวมครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

หน้า: [1] 2 3 ... 10