กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
[ftp][facebook]นางเสมา  บุ้งทอง.  2556.  ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคจิ๊กซอว์ (JIGSAW)
   ด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
http://school.kkzone1.go.th/bantha/vijai/jigsaw-sama.pdf
2
ชื่อเรื่อง            รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้
                  วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 
ผู้รายงาน         สุพจน์  เพ็ชรโต
ปีที่ศึกษา      2556
บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ตามเกณฑ์  80/80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง  น้ำและอากาศ  ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนบ้านคลองห้วยหลัว  ตำบลท้ายทุ่ง  อำเภอทับคล้อ  จังหวัดพิจิตร  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร  เขต  2  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2556  จำนวน  3  คน  เครื่องมือที่ใช้
ในการศึกษา  ได้แก่  ชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 
ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  จำนวน  8  ชุด  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  เรื่อง  น้ำและอากาศ  จำนวน  20  ข้อ  และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีข้อคำถาม  จำนวน  10  ข้อ 
สถิติที่ใช้ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)  และการทดสอบค่าที 
(t - test)  ผลการศึกษาพบว่า
      1.  ชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 
มีประสิทธิภาพเท่ากับ  86.72/85.17  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
      2.   นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่ได้เรียนด้วยชุดกิจกรรม  เรื่อง  น้ำและอากาศ 
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง  น้ำและอากาศ  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
      3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรม  เรื่อง 
น้ำและอากาศ  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ในภาพรวมอยู่ในระดับ
พึงพอใจมาก  มีค่าเฉลี่ย  ( = 4.23)  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
3

ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียนโรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา)
ชื่อผู้รายงาน   นายสาโรจน์  สุขสุเมฆ รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา)
ปีที่ศึกษา   2555
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียนโรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา) ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research  and Development  :  R&D) โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน 4) เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยวิธีการเปิดตารางของ Krejcie and Morgan (1970 : 608) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % เป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 218 คน ครูจำนวน 51 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบก่อนเรียน / หลังเรียน แบบประเมินทักษะการปฏิบัติ แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลสรุปการวิจัยพบว่า
1. การวิจัย (Research : R1) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Analysis : A)
1.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน พบว่าจุดแข็งของโรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา) พบว่าเป็นโรงเรียนที่อยู่ในแหล่งชุมชนมีวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนจึงได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชุมชนในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และโรงเรียนมีคณะกรรมการสถานศึกษาที่เข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการร่วมกับโรงเรียนได้เป็นอย่างดี  อีกทั้งในการจัดการศึกษาได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจที่จะเรียนรู้ เข้ามาศึกษาได้ตามอัธยาศัย ดำเนินการสอนโดยมุ่งพัฒนานักเรียนทั้งด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านคุณธรรม  ตามวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่กล่าวว่า “วิชาการล้ำเลิศ เชิดชูคุณธรรม” ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
1.2 ผลการวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พบว่าการพัฒนามุ่งพัฒนานักเรียนเป็นกำลังของชาติเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมุ่งพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยมุ่งเน้นนักเรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานที่ว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ และมุ่งพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก
1.3 ผลการวิเคราะห์เป้าหมายคุณลักษณะความพอเพียงของครูและนักเรียน พบว่านักเรียนโรงเรียนวัดบ่อ (นันทวิทยา) ยังไม่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เฉพาะเรื่องคุณลักษณะการอยู่อย่างพอเพียง การใช้สินค้าประเภทที่ฟุ่มเฟือย ความซื่อสัตย์สุจริต การมีวินัย การหนีเรียน การลักขโมย และการใช้ยาเสพติดจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างเสริมคุณลักษณะความพอเพียงให้เกิดขึ้น และคงอยู่กับนักเรียนตลอดไป 
1.4 ผลการวิเคราะห์แนวคิด  ทฤษฎี วรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบพบว่าการที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ และขาดทักษะการคิดเป็นทำเป็น และแก้ไขปัญหาได้นั้น ควรมีการพัฒนาทักษะการติดต่อสื่อสารที่ดี ทักษะการปฏิบัติงาน และทักษะการแก้ปัญหาให้มีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตโดยกระตุ้นส่งเสริมและพัฒนาให้นักเรียนมีวิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
1.5 ผลการศึกษาความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง และคุณธรรม จริยธรรม และคุณธรรม จริยธรรม จากการศึกษาโอกาส และอุปสรรคของสถานศึกษา (SWOT Analysis) จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พุทธศักราช 2545 ที่กำหนดแนวทางปฏิบัติที่เน้นย้ำว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
2. การพัฒนา  (Development : D1) เป็นการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัด
การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม
2.1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน ใช้รูปแบบ “CEMKAPE Model”
2.2 การประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน พบว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นภาพรวมมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ถือว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ผ่านการรับรอง
2.3 การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.918
3. การวิจัย  (Research : R2) เป็นการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน พบว่าการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบความรู้ ความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม โดยทดสอบนักเรียน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 12.54 และหลังเรียนเท่ากับ 15.94 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าหลังการเรียนรู้มีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 4. การพัฒนา (Development : D2) เป็นการประเมินผล (Evaluation : E) การทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน
4.1 ประเมินทักษะการปฏิบัติเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผลการประเมินทักษะการปฏิบัติเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่าครูและนักเรียนมีทักษะการปฏิบัติเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก ถือว่าทักษะการปฏิบัติเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านการรับรอง
4.2 การสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่เรียนรู้ โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1) การสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่เรียนรู้ โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงระดับตัวชี้วัด ที่แสดงออกบนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ถือว่าพฤติกรรมนักเรียนผ่านการรับรอง
2) ส่วนผลการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่แสดงออกบนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงระดับชั้นเรียน ที่แสดงออกบนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ถือว่าผ่านการรับรอง
4.3 ระดับความพึงพอใจของนักเรียน ครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรมของครูและนักเรียน พบว่าในภาพรวมมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด 1 กลุ่ม คือ นักเรียน มีความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก 1 กลุ่ม คือ ครูถือว่าความพึงพอใจของนักเรียน ครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านการรับรอง

4
ชื่อเรื่อง            รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม 
                  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
ผู้รายงาน      รติกร  หมอนเมือง
ปีที่ศึกษา      2555
บทคัดย่อ
   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 
ตามเกณฑ์  80/80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 
เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน
ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อ
การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ 
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดวังแดง   ตำบลเขาทราย  อำเภอทับคล้อ   จังหวัดพิจิตร 
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร  เขต  2  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2555  จำนวน  30  คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ประกอบด้วย  ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  16  ชุด  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  จำนวน  30  ข้อ  และแบบสอบถามความพึงพอใจ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 
ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  จำนวน  20  ข้อ  สถิติที่ใช้ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ( )  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)  และการทดสอบค่าที  (t - test)  ผลการศึกษาพบว่า
            1.  ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.96 / 84.00 
         2.     นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
   3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระ
การเรียนรู้คณิตศาสตร์  ด้วยชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์  เรื่อง  เศษส่วนและทศนิยม  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก มีค่าเฉลี่ย ( = 4.37) 

5
ชื่อเรื่อง   รูปแบบการบริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายใน ของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย   สำนักงานเขตสายไหม          กรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัย      นางสุนันท์   วชิรมนตรี
ปีการศึกษา   พ.ศ.2555 – 2556
                                                                                     บทคัดย่อ
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการบริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายใน    2)  สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน และ3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารที่สร้างและพัฒนาขึ้นส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายใน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 4 คน ครูผู้สอน จำนวน 167 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 14 คน และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง จำนวน 7 คน รวมทั้งสิ้น 192 คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับ  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และแปลความหมาย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
     ผลการวิจัย พบว่า
     1) สภาพปัญหาการบริหารที่ส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายใน โดยรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด  x  =  1.44  ระดับสภาพปัญหาของแต่ละด้าน พบว่า ด้านที่มีปัญหาน้อยที่สุด  คือ ด้านการประเมินคุณภาพ   x = 1.40 รองลงมา คือ ด้านการควบคุมคุณภาพการศึกษา  x = 1.48 และด้านการตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงโรงเรียน x= 1.52 ตามลำดับ
     2)  สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารที่มีคุณภาพมาตรฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 คน ดำเนินการโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และวิธีอ้างอิงผู้ทรงคุณวุฒิ (Connoisseurship) ผลการใช้รูปแบบการบริหารที่สร้างและพัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด x  =  4.51 ระดับการปฏิบัติของแต่ละองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด  คือ องค์ประกอบที่ 4 ความเป็นเอกภาพ   x =  4.55 รองลงมาคือ องค์ประกอบที่ 1  ผู้บริหารเหนือผู้บริหาร   x =  4.52 ส่วนองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ องค์ประกอบที่ 2  การสู่เป้าหมายสูงสุด   x =  4.47
    3)  ผลการใช้รูปแบบการบริหารที่สร้างและพัฒนาขึ้นส่งผลต่อการประกันคุณภาพภายใน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับการปฏิบัติของแต่ละองค์ประกอบ พบว่า องค์ประกอบ  ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด  คือ  องค์ประกอบที่  4  การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา  x =  4.60 รองลงมาคือองค์ประกอบที่ 3 การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ   x =  4.58  ส่วนองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ องค์ประกอบที่ 1 กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา  x =  4.45
6
ชื่อเรื่อง   การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง     สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4
ผู้วิจัย      นางสุดาวัลย์  ใจภักดี
ปีการศึกษา   2555

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง  ก่อนและหลังเรียน  3)  เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ  ก่อนและหลังเรียน   4)  เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2555  โรงเรียนราษีไศล  อำเภอราษีไศล  จังหวัดศรีสะเกษ  จำนวน  1  ห้องเรียน  จำนวน  40  คน  ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย  (Simple Random Sampling)  เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง   มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์  80/80  2)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  จำนวน  40  ข้อ  มีความเชื่อมั่น  0.90  ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.20 – 0.55  และมีค่าความยากง่ายระหว่าง  0.28 – 0.62  3)  แบบวัดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ  จำนวน  30  ข้อ  มีความเชื่อมั่น 0.85  ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.20 – 0.60  และมีค่าความยากง่ายระหว่าง   0.38 – 0.65  3)  แบบวัดเจตคติต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  จำนวน  20  ข้อ  มีค่าความเชื่อมั่น  0.93  และค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.41 – 0.72  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย  (Mean)  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (Standard  Deviation)  และร้อยละ  (Percentage)  วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบที  (t-test)  ชนิดไม่เป็นอิสระแก่กัน  (Dependent  Samples) 
ผลการวิจัยพบว่า
   1.  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง  ที่พัฒนาขึ้น  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  83.45/81.11  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  คือ  80/80
   2.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 ที่ได้รับการสอนที่โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  การเคลื่อนที่แนวตรง  มีคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4.  เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาฟิสิกส์  1  เรื่อง  แรงและกฎการเคลื่อนที่  โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก
7



บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้
                วิทยาศาสตร์   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ปีที่วิจัย    ปีการศึกษา  2555  ภาคเรียนที่  2
ผู้วิจัย      นางดาวรุ่ง  ปลื้มใจ  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ  โรงเรียนบ้านศาลา
               อำเภอภูสิงห์  จังหวัดศรีสะเกษ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ  เขต 3

               รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2 ) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านศาลา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3  ปีการศึกษา  2555  ภาคเรียนที่  2  จำนวน 23  คน  โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ (1) แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 13  ทักษะ (2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  จำนวน 13  แผน  (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์   ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากอยู่ระหว่าง 0.45 ถึง 0.75 ค่าอำนาจจำแนก อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.50  และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ 0.86  และ (4) แบบ สอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับของลิเคิร์ท (Likert) จำนวน  15  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ t-test   
[/size]ผลการวิจัยพบว่า

                1. การหาประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่
4  พบว่า ประสิทธิภาพของ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  (E1/ E2) เท่ากับ  89.76/88.53  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
                2. การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนโดย ใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
              3. การศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  พบว่า ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness index: E.I) เท่ากับ 0.7789  นั่นหมายความว่า แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   ทำให้นักเรียนมีผลการเรียนก้าวหน้าในการเรียนรู้ร้อยละ  77.89
                4. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจ คะแนนเฉลี่ย  4.65 ซึ่งมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
8
ชื่อรายงาน การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป
 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
ชื่อผู้วิจัย จารุวรรณ ก้องเจริญกิจ
ปีที่ศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๔

บทคัดย่อ

การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ การเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูปกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒/๒ โรงเรียนเทศบาลบ้านคลองภาษี อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ จำนวน ๑๘ คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากมีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะ ๕ ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ ๒๒ แผน ชั่วโมงสอน ๒๒ ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๓ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ ค่าความเชื่อมั่น (KR-๒๐) ๐.๘๔ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนมีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๑ ผลการศึกษา พบว่า
   ๑. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๔.๗๕/๘๔.๗๒ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐
   ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .๐๕
   ๓. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำที่ประสมสระเปลี่ยนรูปและลดรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย ๔.๕๕
9

การวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด  เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
นางชวนพิศ   สุขประเสริฐ
บทคัดย่อ
การวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา  1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานรายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด  เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพรายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วนโดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  4) เพื่อประเมินและปรับปรุงแก้ไขรายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 
รูปแบบการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวมีสอบก่อนเรียนและสอบหลังเรียน (One Group Pretest-Posttest design)  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้โรงเรียนบ้านนางเตี้ยไศลทองและโรงเรียนคำไฮสำโรงวิทยาคาร  เพราะมีบริบทใกล้เคียงกับโรงเรียนบ้านนางเตี้ยไศลทอง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ กับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน 2) แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ จำนวน 7 เรื่อง  3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 40 ข้อ  4) แบบสอบถามความพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์  ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 รวบรวมข้อมูลที่ได้ และวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ค่าเฉลี่ย เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t – test) แบบ Dependent


ผลการวิจัย พบว่า 
1. ผู้เกี่ยวข้องต้องการให้มีการพัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของโรงเรียนบ้านนางเตี้ยไศลทอง ให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน โดยเสนอให้พัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์  เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน
2. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ค่าประสิทธิภาพ  82.57/83.17 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 
3. ผลการทดลองใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ผลการศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์  ชุด เศษส่วน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจ ในระดับ มาก
10
ชื่อเรื่อง            การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดเมืองยะลา) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
[/size]ชื่อผู้วิจัย[/size]           นางนุชนภางค์  ลิ้มสุชาติ
ปีที่วิจัย[/b]             2555
[/size]บทคัดย่อ[/size]
[/size]
[/size]          [/size]การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดเมืองยะลา)   อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดเมืองยะลา) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยประยุกต์ การประเมินโครงการ ตามรูปแบบจำลองซิปป์ (CIPP Model) 4 ด้าน คือ ด้านบริบท หรือสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการดำเนินงาน   โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดเมืองยะลา) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ประชากรที่ใช้ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 1 คน  ครู จำนวน 22 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 13 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จำนวน 4 คน ผู้ปกครอง จำนวน 222 คน และนักเรียน จำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองเป็นแบบสอบถาม จำนวน 7 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา
            ผลการวิจัยพบว่า
            การประเมินโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพโรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดเมืองยะลา)   อำเภอเมือง จังหวัดยะลา 1.      ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อม พบว่า มีวัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษาในทุกระดับ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับมาก และวัตถุประสงค์ทุกข้อสามารถนำไปปฏิบัติได้ อยู่ในระดับมากที่สุด2.      ด้านปัจจัยเบื้องต้น พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และมีการดำเนินงานตามแผนการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ มีงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมเพียงพอ และทันสมัย อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งาน ส่วนการจัดการมีแผนการดำเนินงาน และมีการมอบหมายหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับมาก3.      ด้านกระบวนการ พบว่า มีการควบคุมคุณภาพ มีการตรวจสอบคุณภาพ และ  มีการประเมินคุณภาพ อยู่ในระดับมาก4.      ด้านผลผลิต พบว่า มาตรฐานที่ 1 การดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ   มาตรฐานที่ 2 การดำเนินงานสุขภาพของนักเรียนแกนนำ อยู่ในระดับมากที่สุด มาตรฐานที่ 3 ผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการ อยู่ในระดับมาก            การศึกษาความพึงพอใจของผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครอง และนักเรียน ต่อการดำเนินงานโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนเทศบาล ๖ (วัดเมืองยะลา) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา  พบว่า ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครอง และนักเรียน มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก
[/b]
[/b]
[/b]
[/size][size=0pt] [/size]
[/size]            [/color] [/size]
หน้า: [1] 2 3 ... 10