กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ชื่อเรื่อง      การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
                 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 
ผู้ศึกษา      นางสุริพร  แจ้งจันทร์
ตำแหน่ง       ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ
โรงเรียน      โรงเรียนกุดปลาดุก  อำเภอเมือง  จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่ศึกษา      2556

                                                  บทคัดย่อ

      การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ในครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อ  1)  พัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2)  เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  และ  4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนบ้านกุดปลาดุก  อำเภอเมือง  จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน  26  คน  ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  คือ  1)  แบบฝึกทักษะ  เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  จำนวน  8  เล่ม  มีระดับความเหมาะสมมากที่สุด  ค่าเฉลี่ย  4.82  2)  แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  จำนวน  16  แผน  มีระดับความเหมาะสมมากที่สุด  ค่าเฉลี่ย  4.97  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ มีค่าความยากตั้งแต่  0.33  -  0.47  และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่  0.22  -  0.67 และ  ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ  0.90  4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  5  ระดับ  จำนวน  18  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ  t-test  (Dependent  Samples)
               ผลการศึกษาปรากฏดังนี้
      1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80
      2)  ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีค่าเท่ากับ  0.6676  แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น  0.6676  หรือคิดเป็นร้อยละ  66.76
      3)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 
      4)  ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง หลักภาษาไทยน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีระดับความพึงพอใจโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.60   

2
ชื่อเรื่อง                รายงานผลการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ
                             ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ชื่อผู้ศึกษา            ณรงค์ชัย  ไชยสลี
                             ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนพระธาตุพิทยาคม

ปีที่ทำการศึกษา  พ.ศ.2556
                                                      บทคัดย่อ

        การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษา

ปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่น
ยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนพระธาตุพิทยาคม อำเภอ เชียงกลาง จังหวัดน่าน สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 37 จำนวน 22 คน แยกเป็นเพศชาย 9 คน และเพศหญิง 13 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
          เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 9 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้
บทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 20 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ
การเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 10 รายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่  ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (R) ค่าความเชื่อมั่นของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และค่า t-test Dependent Samples
ผลการศึกษาพบว่า
          1.  บทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ทั้ง 9 เล่ม มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 82.64/83.94 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80
          2.  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   
          3.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด วัยรุ่นยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาอยู่ในระดับมาก
 
 
3
ชื่อเรื่อง        รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอน   แบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
ผู้รายงาน      นางสุภาวดี เชียงทอง
ปีการศึกษา        ๒๕๕๖

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒   ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียน    คำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ ๓) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนวัดจันทราวาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต ๒ จำนวน ๑ ห้องเรียน   มีนักเรียนจำนวน ๑๗  คน ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ๑) แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน      ๕ เล่ม ได้แก่  ๑.๑) เล่มที่ ๑ เรื่อง คำควบกล้ำแท้ มี ร เป็นอักษรควบกล้ำ  ๑.๒) เล่มที่ ๒ เรื่องคำควบกล้ำแท้ มี ล เป็นอักษรควบกล้ำ ๑.๓) เล่มที่ ๓ เรื่อง คำควบกล้ำแท้ มี ว เป็นอักษรควบกล้ำ ๑.๔) เล่มที่ ๔ เรื่อคำควบกล้ำไม่แท้ จร ซร ศร และ สร และ ๑.๕) เล่มที่ ๕ เรื่อง คำควบกล้ำไม่แท้ ทร   ๒) แบบทดสอบ           วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน จำนวน ๒๐ ข้อ แบบปรนัยเลือกตอบ จำนวน    ๓ ตัวเลือก เป็นแบบทดสอบฉบับเดียวกันแต่สลับตัวเลือก  ๓) แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน เล่มละ ๑๐ ข้อ  ๔) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ จำนวน ๑๐ ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า ๕ ระดับ  และ ๕) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง         การอ่านและการเขียนคำควบกล้ำ โดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒
   สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วยค่าเฉลี่ย (X ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าร้อยละ (Percentage)การทดสอบค่าที (T-test) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS
ผลการศึกษาพบว่า
   ๑. แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ มีประสิทธิภาพเท่ากับ  ๘๓.๖๑/๘๒.๙๔ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ๘๐/๘๐  ที่กำหนดไว้
   ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕  (t-test  =  ๑๙.๗๙๐ )โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ( X ̅ =  ๑๖.๕๙  S.D. = ๑.๐๐, X ̅ = ๘.๑๑ S.D. = ๑.๑๘)
   ๓. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำควบกล้ำโดยใช้การสอนแบบร่วมมือเทคนิค CIRC กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒โดยภาพรวม      อยู่ในระดับมาก
4
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ บทคัดย่อ การพัฒนารูปแบบการสอน โดยใช้การเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบร่วมมือ เรื่อง อิเหนา 

เพื่อส่งเสริมความสามารถในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

โรงเรียนพิบูลมังสาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี


5
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ บทคัดย่อ การพัฒนาชุดสื่อประสม 

เรื่อง นมัสการคุณานุคุณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  โรงเรียนพิบูลมังสาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี


6
 ชื่อเรื่อง    การพัฒนาการคิดวิเคราะห์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ด้วยการเรียนรู้
                 
แบบวัฏจักร 7 ขั้น และสื่อประสม เรื่อง ไฟฟ้าเคมี รายวิชาเคมีเพิ่มเติม 4
                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย 
นายสมจิต  เมืองนาม    ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ  ชำนาญการพิเศษ 
สถานศึกษา 
โรงเรียนบรบือ  อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม  สพม. 26
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพ หาประสิทธิผล หาดัชนีประสิทธิผล เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน  ศึกษาการคิดวิเคราะห์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน หลังจากการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น และสื่อประสมเรื่อง ไฟฟ้าเคมีรายวิชาเคมีเพิ่มเติม 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2556 จำนวน 42 คน ที่เลือกแบบเจาะจงห้องที่คละความสามารถเท่ากัน  เครื่องมือสำหรับการวิจัย คือ (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น จำนวน 11 แผน เวลาเรียน 22 ชั่วโมง (2) สื่อประสม คือ แบบฝึกทักษะ 11 ชุด และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 11 เรื่อง (3) แบบทดสอบย่อยเรื่องละ 10 ข้อ และแบบทดสอบประจำบท 40 ข้อ (4) แบบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์ 33 ข้อ และ (5) แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์33 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าประสิทธิภาพ ค่าดัชนีประสิทธิผล ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t–test  ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้
        1. การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น และสื่อประสม เรื่อง ไฟฟ้าเคมี มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.13/83.87 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80
       
2. การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น และสื่อประสม มีประสิทธิผลหลังเรียนเท่ากับ 6.36 ตรงตามเกณฑ์ 10 นั่นคือ นักเรียนมีการเรียนรู้ร่วมกัน อยู่ในระดับดี
       
3. การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น และสื่อประสม มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 72.47 ตรงตามเกณฑ์ 70 หรืออยู่ในระดับดี แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.47
     
   4. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น และสื่อประสม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมเฉลี่ยและทั้ง 11 เรื่อง หลังเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01

       
5. นักเรียนที่ได้รับพัฒนา มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และผลการประเมินคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับดีที่สุด มีจำนวนมากที่สุด ร้อยละ 57.14
       
6. นักเรียนที่ได้รับพัฒนา มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมเห็นด้วยอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก มีจำนวนมากที่สุด ร้อยละ 59.52
7
ชื่อเรื่อง
[/size]ผลการใช้บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
[/size]ผู้ศึกษา
[/size]นางพิมพ์ณดา  พีรวิชญ์วุฒิกร
[/size]ครู คศ.2 โรงเรียนบ้านผาแดง
[/size]สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
[/size]
[/size]บทคัดย่อ
[/size]ผลการใช้บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) หาประสิทธิภาพของบทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านผาแดง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 12 คนเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มี 4 ชนิด (1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 แผน  (2) บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 1 ฉบับ จำนวน 10 ข้อ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
[/size]ผลการศึกษา พบว่า
[/size]1. ประสิทธิภาพของบทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยรวมมีประสิทธิภาพ 87.35 / 83.03  สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  80/80
[/size]2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้บทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่ามีความก้าวหน้าทางการเรียนในภาพรวมมีค่าเท่ากับร้อยละ 49.05 โดยที่ร้อยละของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 39.88 และ 88.93 ตามลำดับ
[/size]3. นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยบทเรียนการ์ตูนแอนิเมชั่น เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52
8
ชื่อเรื่อง            รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ
            กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา            นางสาวนุชเนตร   มีแสง
ปีการศึกษา         2556
                                                              บทคัดย่อ

   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนบ้านกุดปลาดุก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ จำนวน  24  คน (ข้อมูล 10  มิถุนายน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอำนาจเจริญ 2556) ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เนื้อหาที่นำมาสร้างแบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 คือ  1) คำที่ไม่มีตัวสะกด ( ก กา ) 2)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กน ( น ) 3)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กม ( ม ) 4)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กง ( ง ) 5)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ เกย ( ย ) 6)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ เกอว ( ว ) 7)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กก ( ก ) 8)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กบ ( บ ) 9)  เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราตัวสะกดแม่ กด ( ด ) เครื่องมือที่ใช้ในการในการศึกษาในครั้งนี้ ประกอบด้วย  1)  แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 18 แผนจัดการเรียนรู้  2)  แบบฝึกทักษะพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 9 เรื่อง  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.45 ถึง 0.79 และค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.33 ถึง 0.60 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94  4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 14 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
   ผลการศึกษา  ปรากฏดังนี้

   1.  แบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.03/82.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ที่ตั้งไว้
   2.  ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7159 แสดงว่าผู้เรียนมีค่าความก้าวหน้าทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหลังเรียนร้อยละ 71.59
   3.  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ชั้นประถม
ศึกษาปีที่ 1 โดยรวมมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.72 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด


9
ชื่อเรื่อง           รายงานผลการพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ 
ชุด TRAVELLING  IN  ASEAN  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ผู้วิจัย          นางมะลิวัลย์  ขุนแก้ว
สถานที่ทำงาน      โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30
ปีที่วิจัย           ปีการศึกษา  2556

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการ
เรียนรู้  ชุด TRAVELLING IN ASEAN  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลหนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้  ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN 
ตามเกณฑ์ที่กำหนด  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความ
พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 
      กลุ่มเป้าหมาย  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3/10  โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30   ปีการศึกษา  2556  จำนวน  42   คน  ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive  Sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่หนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง  0.60 -1.00  แผนการจัดการเรียนรู้  มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง  0.06 - 1.00   แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  มีค่าความยากระหว่าง 0.25  ถึง  0.70   มีค่าอำนาจจำแนก  ระหว่าง  0.24 - 0.78   และ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.89  และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจมีค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.54  -  0.80  และ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.80  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าความยาก  ค่าอำนาจจำแนก  ค่าความเชื่อมั่น  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบค่าที  ( t-test  แบบ  Dependent  samples)
ผลการวิจัย  พบว่า 
1.   หนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30  มีประสิทธิภาพ  83.98/84.05  สูงกว่าเกณฑ์           ที่กำหนด  80/80 
2.   ดัชนีประสิทธิผลของหนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้
ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30  มีค่าเท่ากับ  0.7657  แสดงว่า นักเรียนได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น  คิดเป็นร้อยละ 76.57
      3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30 ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ
เพื่อการเรียนรู้ ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 
   4.  ความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนหนองบัวแดงวิทยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา  เขต  30  ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ ชุด  TRAVELLING  IN  ASEAN โดยรวมมีความพึงพอใจ
อยู่ในระดับมาก 

10
 ชื่อผลงานวิจัย
การสร้างทักษะการป้องกันยาเสพติดโดยใช้บทเรียน D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) ของนักเรียนโรงเรียนบ้านนายผล
   (แม้นสุวรรณอุปถัมภ์) 
 
ชื่อ – ชื่อสกุลผู้วิจัย
พันตำรวจโท ดิฐภัทร บวรชัย

บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ ๑) เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียน D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) นักเรียนโรงเรียนบ้านนายผล (แม้นสุวรรณอุปถัมภ์) ๒) เพื่อศึกษาพฤติกรรม การใช้ทักษะการป้องกันยาเสพติดของนักเรียนที่ผ่านการเรียนบทเรียน D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านนายผล
 (แม้นสุวรรณอุปถัมภ์) จำนวน ๘๔ คน ครู 2 คน ผู้บริหาร 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย บทเรียน D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) สมุดวางแผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียน และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน และแบบสัมภาษณ์ครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ดัชนีความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (IOC) ค่าความเชื่อมั่น KR -๒๐ สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ค่าความยากง่ายค่าอำนาจจำแนก ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ฐานนิยม และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
          ๑) ประสิทธิภาพของการสอน D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๓.๓๗/๘๙.๖๑ เมื่อเทียบกับเกณฑ์  ๘๐/๘๐ ปรากฏว่ามีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนบทเรียน D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) อยู่ในระดับมาก ครูมีความคิดเห็นว่าเนื้อหามีความเหมาะสม กิจกรรมการเรียนการสอนมีความเหมาะสมทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนเป็นอย่างดี สื่อการสอนน่าสนใจ และครูตำรวจ D.A.R.E. มีความสามารถถ่ายทอดความรู้ได้ดี
          ๒) การใช้ทักษะการป้องกันยาเสพติดของนักเรียนอยู่ในระดับดี โดยพฤติกรรมการแสดงออกอย่างมั่นใจอยู่ในระดับดี ขณะที่การควบคุมตนเองอยู่ในระดับต้องปรับปรุง
หน้า: [1] 2 3 ... 10